ตราสารหนี้กับความเสี่ยงที่น้อยกว่า

การลงทุนกับความเสี่ยงเป็นของที่มาคู่กันอยู่แล้ว หากคุณต้องการที่จะเป็นนักลงทุน คุณก็ต้องพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยง ยิ่งลงทุนมากความเสียงยิ่งมีมาก ลงทุนน้อยความเสี่ยงก็น้อยตามไปด้วย แต่หากคุณไม่ค่อยชอบความเสี่ยงหรือชอบความเสี่ยงน้อย ๆ คุณควรลงทุนใน “ตราสารหนี้”

ตราสารหนี้ ถือเป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่งที่บุคคลฝ่ายหนึ่งได้ออกขึ้นมาเพื่อผูกมัดตัวเองเป็นลูกหนี้ หรือผู้กู้ โดยจะรวบรวมเงินที่ได้จากผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้ เพื่อนำไปใช้จ่ายลงทุนในกิจการต่าง ๆ หรือเพื่อเป็นไปในการควบคุมระบบเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยจะจ่ายผลตอบแทนให้กับเจ้าหนี้ในรูปแบบ ดอกเบี้ย และมูลค่าการไถ่ถอน ซึ่งตราสารหนี้ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ “พันธบัตรรัฐบาล” ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ออกตราสารหนี้ประเภทนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้ระดมเงินจากประชาชนไปใช้ประโยชน์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะยาวและมีความเสี่ยงต่ำ และ “ตั๋วเงินคลัง” คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีความเสี่ยงต่ำและมีอายุสั้นกว่าพันธบัตรรัฐบาล คืออายุไม่เกิน 1 ปี และสุดท้าย “หุ้นกู้” ซึ่งจะออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชนไปลงทุน เช่น หุ้นกู้ปูนซิเมนต์ไทย หุ้นกู้ของทรู เป็นต้น

การลงทุนในตราสารหนี้นับทางเลือกที่น่าสนใจทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ไม่ค่อยชอบความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนในหุ้นสามัญ หรือเป็นนักลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ที่ดิน เพชร พลอย อัญมณีต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งผลตอบแทนที่นักลงทุน จะได้รับจากการถือครองตราสารหนี้ ก็คือ ดอกเบี้ย ซึ่งมักจะได้รับในรูปแบบที่สม่ำเสมอทั้งในแง่ของจำนวนและระยะเวลาที่กำหนด เช่น ทุก 6 เดือน หรือทุกปีตามกำหนดการจ่ายดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนต้น ทำให้นักลงทุนสามารถที่จะวางแผนการใช้เงินของตนเองได้ง่าย จึงทำให้นักลงทุนในตราสารหนี้แบกรับความเสี่ยงไม่มากนักเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่นที่ขาดความสม่ำเสมอในการจ่ายผลตอบแทน และเนื่องจากการลงทุนในตราสารหนี้สามารถลงทุนได้หลายประเภทและหลายรูปแบบ ดังนั้นหากมีปัจจัยเสี่ยงใดๆ ที่ทำให้ตราสารหนี้ ตัวใดตัวหนึ่งมีแนวโน้มไปในทางลบก็จะมีการเฉลี่ยกำไรจากตราสารตัวอื่นๆ มาชดเชยการขาดทุนได้ ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงได้อีกด้วย

การลงทุนในตราสารหนี้นอกจากจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น ๆ แล้ว ยังสามารถเพิ่มการกระจายความเสี่ยงได้ด้วย ยิ่งลงทุนในตราสารหนี้หลายประเภทยิ่งเป็นการเพิ่มการกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น ดังนั้นการลงทุนตราสารหนี้จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง

 

ใช้เงินอย่างคนฉลาด

อาหารการกินแพง น้ำมันพุ่งขึ้นไม่หยุด ข้าวของเครื่องใช้จ่อคิวขึ้นราคา เศรษฐกิจโลกก็ดำดิ่ง หุ้นตก แต่ในขณะที่เงินเดือนยังคงเท่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา หรือเศรษฐีหรือนักธุรกิจรายใหญ่ ต่างก็ประสบปัญหาการเงินฝืดเคืองกันทั้งนั้น ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีกลเม็ดการใช้เงินเพื่อให้ไม่เพลี้ยงพล้ำในสภาวะที่ข้างยากหมากแพงแบบนี้ ดังนั้น ใช้เงินอย่างคนฉาดใช้ ของคนๆ หนึ่ง มีอะไรบ้าง และด้วยวิธีต่างๆ ต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณอยู่รอดปลอดภัยไปได้

ใช้เงินอย่างคนฉาด ต้องเริ่มจากมีการวางแผนบ้าง เช่น เก็บเท่าไหร่ ออมเท่าไหร่ ใช้เท่าไหร่ มีเหลือแล้วจะนำไปลงทุนหรือไม่ ลงทุนแล้วจะลงแบบมีความเสี่ยงมากหรือน้อย เป็นต้น มีแผนแบบนี้รวยตลอดปี การวางแผนการเงินไม่ได้ดีกับปัจเจกบุคคลเท่านั้นนะ แต่ยิ่งใครมีครอบครัวยิ่งเหมาะเพราะมีความเกี่ยวข้องกั การออม การลงทุน การลดหย่อนภาษี หนี้สิน ทั้งหมดคนในครอบครัวจะได้ไม่เสี่ยงกับปัญหาการเงินในอนาคต นอกจากนี้ คนฉลาดจะสำรวจตรวจตราตัวเองอยู่เป็นนิจเพื่อให้ได้มาว่า เดือนนี้ตัวเองหมดไปกับอะไร ที่สำคัญแผนการใช้เงินไม่ใช่ของตายตัวปรับได้ตามเหมาะสม บางคนเก็บเงินมาแต่ถ้ามาคำนวณดูพบว่ายังไม่ถึงเป้าฝัน อาจปรับแผนได้ใหม่ เช่น ตัดค่าใช้จ่ายออกอีก

ใช้เงินอย่างคนฉาดต้อง set goal หรือมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเห็นฝั่งฝัน เช่น คุณจะเซ็ตเป้าหมายว่าจะต้องมีเงินเท่านั้นเท่านี้ในอีกระยะเวลาอันสั้น เช่น ปีหรือสองปี เกินกว่านั้นอาจเป็นเป้าระยะยาว

เชื่อหรือไม่ว่า การใช้เงินเริ่มต้นได้ตั้งแต่ยังไม่รู้อะไร เช่น การที่คุณคบหาใครสักคนและแพลนว่าจะร่วมหาลงโลงกัน การใช้เงินอย่างฉลาดทำได้ตั้งแต่ตอนนี้เสียด้วยซ้ำไป เพราะการแต่งงานไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป ไหนจะต้องคำนึงถึงญาติผู้ใหย่ ไหนนจะค่าใช้จ่าย ค่าจัดเลี้ยง ค่าของชำร่วย ค่าการ์ดเชิญ หลายคู่ร้างรากันไปก่อนงานแต่งงานก็มีมาเยอะอย่างที่ทราบ และเมื่อคุณผ่านจุดนั้นมาได้อย่างราบรื่น เสต็ปต่อมาคุณก็อยากสร้างฐานะด้วยการซื้อรถซื้อบ้าน การซื้อรถนั้นมีหลักคิดว่า ไม่ควรเกิน 15% ของรายได้ครอบครัว อย่างอื่นก็เป็นประเด็นปลีกย่อย เช่น เลือกรถที่ประหยัดน้ำมัน เช่น เติม E85 ได้ เลือกรถที่คุ้มค่าและตรงกับการใช้งาน ถ้าคิดซื้อบ้าน ราคาบ้านในฝันจะต้องไม่เกิน 30 เท่าของรายได้ต่อเดือนของครอบครัว นอกจากนี้ต้องคิดถึงค่าผ่อนต่อเดือนอีก ที่จะต้องไม่เกิน 25-30% ของรายได้ต่อเดือน สิ่งเหล่านี้ จะทำให้คุณเป็นอิสระจากหนี้สินไวกว่าเอาตามใจชอบ และในอนาคตหากคิดจะมีโซ่ทองคล้องใจก็ยิ่งต้องคิดอีกหลายกระบวนความ เพราะทั้งค่าคลอด ค่าเล่าเรียน ค่าดูแลยามป่วยไข้

ใช้เงินอย่างคนฉาดต้องมองระยะยาว ได้แก่ การวางแผนประหยัดภาษี ได้แก่ หาค่าลดหย่อนจากรายจ่ายของคุณ เช่น ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน ค่าเลี้ยงดูบุตร เบี้ยประกันชีวิต เป็นต้น และยังต้องคำนึงถึตัวเองยามบั้นปลายด้วย ได้แก่ การมองหาแผนการเงินยามเกษียณ

ใช้เงินอย่างคนฉาดไม่ได้คิดจะทำก็ทำ แต่ถ้าคิดจะทำดีกว่าไม่ทำเลย

 

การทำบัญชีรายรับรายจ่ายสำคัญอย่างไร

shutterstock_259060352หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการเงิน การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รายได้มีไม่เพียงพอต่อรายจ่าย อยากออมเงินแต่ไม่มีเงินเหลือให้ออม ไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้ เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้คงทำให้เกิดความเครียดและความกังวลอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นเราควรกลับมาทบทวนรายได้และการใช้จ่ายของเราในแต่ละวันดูบ้าง โดยการทำบัญชีรายรับรายจ่าย นั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามความสำคัญของการทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวัน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น ยุ่งยาก จุกจิก และเสียเวลา แต่คนเหล่านี้จะรู้หรือไม่ว่าการทำบัญชีรายรับรายจ่ายมีความสำคัญมากอย่างไร เพราะแม้กระทั้งธุรกิจ องค์กร บริษัทใหญ่โต ต่าง ๆ ก็ยังจำเป็นจะต้องมีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายขององค์กรอย่างละเอียดยิบเลยที่เดียว โดยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละวันจะทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นเพราะ บัญชีรายรับรายจ่าย จะแสดงข้อมูลเพื่อบอกเล่าถึงกิจกรรมที่คุณทำ พฤติกรรมที่คุณเป็น และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้คุณทราบว่าในแต่ละวันแต่ละเดือนแล้วคุณใช้จ่ายกับอะไรไปเท่าไหร่บ้าง และค่าใช้จ่ายไหนที่สำคัญและจำเป็น และค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่คุณใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ซึ่งพฤติกรรมการใช้เงินบางอย่างของคุณอาจจะทำให้คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียวเลย นอกจากนี้การบันทึกรายรับรายจ่ายยังเป็นตัวช่วยในการสร้างนิสัยทางการเงินที่ดี เพราะ “บันทึกรายรับรายจ่าย” จะช่วยให้คุณสามารถขจัดการใช้เงินที่ไม่จำเป็นไปได้ ทำให้คุณสามารถกำหนดเป้าหมายในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น และยังสามารถสร้างแนวทางของการไปถึงเป้าหมายนั้นได้ง่ายและรัดกุมมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ยังช่วยกระตุ้นความอยากเก็บเงินให้เราได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วการทำบัญชีรายรับรายจ่ายยังทำให้คุณสามารถบริหารการใช้เงินของคุณให้มีประสิทธิภาพ เพราะ จะทำให้คุณกำหนดได้ว่าคุณควรจะใช้จ่ายเงินไปไหนทิศทางไหนเท่าไหร่ เช่น คุณอาจจะกำหนดว่าทั้งเดือนคุณจะใช้เงินในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยไม่เกินสองพันบาท บัญชีรายรับรายจ่าย จะทำให้คุณมองเห็นว่าทั้งเดือนคุณใช้จ่ายในส่วนนี้ไปแล้วเท่าไหร่ ใช้ไปกับไรบ้าง และยังเหลือเงินในส่วนนี้เท่าไหร่ ซึ่งจะเป็นการคุณเตือนสติคุณในการใช้เงินมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าการทำบัญชีรายรับรายจ่ายมีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้คุณก็จะเห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของการใช้จ่ายในแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าทำไมรายได้ของคุณถึงไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ทำไมคุณถึงไม่มีเงินเหลือสำหรับเก็บออม ซึ่งการทำบัญชีรายรับรายจ่ายนี้จะช่วยให้คุณสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างตรงจุด

การวางแผนทางการเงิน บันได 5 ขั้นสู่ความมั่งคั่ง

shutterstock_269027528การวางแผนทางการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิต เพราะการวางแผนทางการเงินที่ดีจะทำให้ฐานะทางการเงินมั่นคงในอนาคต อีกทั้งยังมีเงินเก็บสำหรับลงทุนเพื่อต่อยอดความมั่นคงทางการเงินอีกด้วย การวางแผนทางการเงินจะช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง ซึ่งวิธีการวางแผนทางการเงินมีขั้นตอนดังนี้

1.ตรวจสอบพฤติกรรมตนเอง

การตรวจสอบพฤติกรรมของตนเองจะทำให้เจ้าของเงินสามารถประเมินการใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำและสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างถูกต้อง เปรียบได้กับการตรวจสอบสุขภาพทางการเงิน การสำรวจตนเองทำได้โดยการบันทึกรายละเอียดของหนี้สิน รายได้ และสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี

โดยวิธีคิดงบดุลของแต่ละบุคคลทำได้โดย

สินทรัพย์- หนี้สิน= ความมั่งคั่งสุทธิของแต่ละบุคคล

ในส่วนของงบรายได้ค่าใช้จ่าย แต่ละบุคคล สามารถคิดได้จาก

รายได้-รายจ่าย = เงินคงเหลือ

การสำรวจฐานะทางการเงินของตนเองจะทำให้บุคคลนั้นทราบดีว่าตนมีภาระทางการเงินมากน้อยเพียงใด หรือมีหนี้สินมากน้อยเพียงใด หากมีหนี้สินควรจัดการกับหนี้สินให้เรียบร้อยก่อนวางแผนและกำหนดเป้าหมายทางการเงิน

2.วางแผน และกำหนดเป้าหมาย

การกำหนดเป้าหมายมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยยกตัวอย่างระยะสั้น ได้แก่ สามารถปลดหนี้กู้ยืมเรียนได้ หรือเก็บเงินท่องเที่ยวในต่างจังหวัดได้ สำหรับการกำหนดเป้าหมายระยะกลางคือการออมเงินสำหรับอนาคตภายในเวลา 5 ปี ยกตัวอย่างเช่น ออมเงินเพื่อดาวน์รถยนต์ หรือดาวน์บ้าน เป็นต้น ส่วนการออมเงินระยะยาวอาจมีระยะเวลามากกว่า 20 ปี ยกตัวอย่างเช่น การออมเงินเพื่อเกษียณ ออมเงินเพื่อใช้จ่ายยามสูงอายุ เป็นต้น ทั้งนี้ควรกำหนดความสำคัญของการออมเงินในแต่ละเป้าหมาย เพื่อให้จำนวนเงินที่ได้ครบตามต้องการตามระยะเวลาที่กำหนด

3.จัดทำแผนการเงินจัดสัดส่วนการใช้เงิน

การจัดสัดส่วนเงินทำได้โดยแบ่งเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น สำหรับเงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายควรนำมาออม และลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนดังที่วางแผนไว้

4.ปฏิบัติตามแผน

สิ่งสำคัญช่วยให้บรรลุแผนการเงินได้ดีที่สุดคือความตั้งใจ และมีวินัยกับตนเอง ควรสร้างนิสัยการออมนับตั้งแต่วันแรกหลังที่จัดทำแผนทางการเงินสำเร็จ หากมีวินัยในการออมเงินเพื่อลงทุนตั้งแต่เริ่มต้นก็เปรียบได้กับมีบันไดแห่งความสำเร็จทอดอยู่เบื้องหน้า

5.พัฒนาแผนการเงินให้ดีอยู่เสมอ

หากปฏิบัติตามแผนทางการเงินที่วางไว้แล้วผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ควรปรับปรุงและพัฒนาแผนทางการเงินให้นำไปใช้ได้ผลจริง โดยตรวจสอบจำนวนเงินหลังจากทำตามแผนการเงินว่ามีเงินออมตามที่วางแผนไว้หรือไม่ การลงทุนได้ผลตอบแทนตามแผนที่วางไว้หรือไม่ นอกจากนี้สิ่งที่ควรพิจารณาอย่างยิ่งคือแผนทางการเงินที่จัดทำขึ้นเกิดปัญหาใด ๆ ตามมาหรือไม่ ซึ่งการพัฒนาแผนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ผลลัพธ์เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

หากสามารถปฏิบัติตามแผนทางการเงินตั้งแต่ลำดับแรกจนถึงลำดับสุดท้ายได้โดยวางแผนให้เหมาะสมกับตนเองที่สุด จะทำให้ฐานะทางการเงินดีขึ้นและมันจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับคุณ

ออมเงินวันนี้ วัยเกษียณมั่งคั่ง

shutterstock_256707178ไม่ว่าใครก็ย่อมปรารถนาวัยเกษียณแสนสุข มีเงินพอใช้จ่าย สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและเป็นช่วงเวลาที่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อความสุขของตนเองได้เต็มที่ ในความเป็นจริงชีวิตวัยเกษียณจำเป็นต้องมีเงินมากพอใช้จ่ายโดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน บางคนอาจมองว่ากว่าจะเกษียณยังอีกนานไว้อายุ 51 ปีค่อยเริ่มออมก็ได้ ซึ่งเท่ากับ ณ เวลานั้นต้องออมเงินปีละ 75,000 บาท หรือเฉลี่ย 6,300 บาทต่อเดือน เพื่อให้ได้เงินจำนวน 1 ล้านบาทซึ่งมีดอกเบี้ยแค่ 240,000 บาท ในทางตรงกันข้ามถ้าเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุ 31 ปีเพียงเดือนละ 1,250 บาท หรือปีละ 15,000 บาท ก็จะได้เงิน 1 ล้านบาทตอนอายุ 60 ปีเหมือนกัน แต่สัดส่วนเงินออมคือ 450,000 บาทและดอกเบี้ยมากถึง 600,000 บาท ทั้ง ๆ ที่สมมุติฐานคืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากคงที่เท่ากัน 5% ต่อปีตลอดช่วงเวลาเหมือนกัน

การวางแผนเงินออมต้อนรับวัยเกษียณทำได้ 2 วิธีคือ ประการแรก การใช้เงินออมเพื่อค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณ สมมุติว่าชีวิตหลังเกษียณน่าจะใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 25,000 บาทต่อเดือน และคาดการณ์ว่าน่าจะมีอายุยืนถึง 80 ปี ยอดเงินสำหรับใช้ในวัยเกษียณก็คือ 6 ล้านบาท โดยใช้สูตรสมการจาก ค่าใช้จ่ายต่อเดือนคูณ 12 เดือนและคูณจำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ หรือ25000*12*20 นั่นเอง ซึ่งเป็นหลักคิดแบบค่อย ๆ ใช้เงินต้นจนหมด ประการที่สอง การนำดอกผลจากการออม หรือการลงทุนมาใช้หลังเกษียณ สมมุติว่าค่าใช้จ่ายหลังเกษียณคือ 25,000 บาท

ในขณะที่อัตราการตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ร้อยละ 6 ต่อปี ดังนั้น จำนวนเงินที่ต้องสะสมก่อนถึงวัยเกษียณคือ 5 ล้านบาท โดยคิดจากสมการ ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณต่อเดือนคูณ 12 เดือนและหารด้วยอัตราร้อยละของการตอบแทนจากการลงทุนต่อปี หรือ 25000*12/0.06 ซึ่งลักษณะแนวคิดนี้เงินต้นจะยังคงอยู่และออกผลดอกเบี้ยต่อไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงวัยเกษียณควรใช้จ่ายโดยคงเงินในบัญชีขั้นต่ำประมาณ 2 – 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนเผื่อไว้สำหรับเหตุฉุกเฉิน และยังคงต้องฝากเงินเป็นประจำทุก ๆ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี โดยแบ่งช่วงเวลาให้เหลื่อมกันจะได้ช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินและสามารถต่อยอดผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินออมทรัพย์ทั่ว ๆ ไป หรือถ้ามีเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้จ่าย ก็ให้ไปลงทุนเพิ่มในพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนที่มั่นคงทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว

ดังนั้น ถ้าวันนี้ยังอยู่ในวัยทำงานก็ควรปันเงินมาออมอย่างน้อย 10% สำหรับวัยเกษียณที่มั่งคั่งทางการเงิน ถ้ารายได้สูงขึ้นก็ออมมากขึ้นและ อย่าเบิกมาใช้จ่ายก่อนวัยเกษียณเด็ดขาด นอกจากนี้ยังควรแบ่งเงินออมไปลงทุนตามความเสี่ยงที่รับไหวเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

คำสั่งอายัดเงินเดือนสามารถทำได้จริงหรือ

การเป็นหนี้นั้นผู้ที่เป็นย่อมทุกข์ใจอยู่แล้ว ยิ่งหากผู้เป็นหนี้ได้รับจดหมายหรือคำฟ้องศาลส่งมาที่บ้านแล้วยิ่งเครียดไปกันใหญ่ คนที่เป็นหนี้บางคนคิดกังวลว่าจะถูกอายัดเงินเดือนเนื่องจากภาระหนี้ที่ถูกฟ้อง เพราะหลายครั้งที่มีจดหมายเตือนเรื่องการชำระหนี้ที่ส่งมาจะระบุข้อความไว้ว่าจะทำการยึดเงินเดือนทำให้ลูกหนี้บางคนเกิดความกลัวว่าหากถูกอายัดเงินเดือนจริงๆ จะหาเงินรายได้จากแหล่งไหนเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กรณีการอายัดเงินเดือนสร้างความวิตกกังวลเพราะลูกหนี้มักไม่มีความรู้เรื่องกฏหมายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในบทความนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันว่า แท้ที่จริงแล้วทางเจ้าหนี้สามารถอายัดเงินเดือนเราได้หรือไม่ แล้วเจ้านายสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

ลูกหนี้ที่มีหนี้ส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นพนักงานที่มีเงินเดือน และหนี้ที่สร้างปัญหาผูกพันให้กับพนักงานเงินเดือนนั้นคือหนี้บัตรเครดิต หนี้กู้ซื้อบ้าน เป็นต้น ซึ่งบางครั้งลูกหนี้เองก็อาจจะประเมินสถานการณ์ทางการเงินตัวเองผิดไปได้ ทำให้เกิดการชำระช้า หรือระงับการชำระเงินไปก่อน และก่อนทำการกู้แต่ละครั้ง ลูกหนี้อาจจะไม่ได้ศึกษาเรื่องสิทธิ์ของลูกหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ใช้กลยุทธ์การอายัดเงินเดือนมาขู่ลูกหนี้ได้

ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 286 บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการอายัดเงินเดือนไว้ว่า ลูกหนี้ที่มีเงินเดือนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  1. ลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการ
  2. ลูกหนี้ที่ทำงานประจำ เช่น บริษัท หรือรัฐวิสาหกิจ

ลูกหนี้ทั้งสองประเภทนี้จะมีลักษณะในการอายัดเงินเดือนที่ค่อนข้างต่างกันคือ

  • ลูกหนี้ที่เป็นข้าราชการ คือเจ้าหนี้จะไม่สามารถอายัดเงินเดือนได้เลยรวมไปถึงทรัพย์สินที่จำเป็นมีมูลค่าไม่เกิน 50,000บาท หากมูลค่าหนี้เกินกว่านั้น เจ้าหนี้สามารถเข้าทำการยึดสินทรัพย์บางอย่างได้ เช่น สร้อยคอ แหวน เครื่องประดับต่าง ๆ เพราะถือว่าเป็นสิ่งของที่ไม่จำเป็น สินทรัพย์ที่เจ้าหนี้ไม่สามารถยึดได้ เช่น หม้อหุงข้าว โทรศัพท์ โทรทัศน์ เป็นต้น
  • ลูกหนี้ที่เป็นพนักงานบริษัทหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลูกหนี้ประเภทนี้เจ้าหนี้จะชอบมากเป็นพิเศษเพราะสามารถกระทำการได้ คือเจ้าหนี้สามารถอายัดเงินเดือนผู้ที่มีเงินเดือนสูงกว่า 10,000 ได้ แต่ไม่ทั้งหมด แต่หากต่ำกว่านั้นไม่สามารถทำการได้ และเจ้าหนี้ไม่สามารถยึดทรัพย์สินที่จำเป็นมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 50,000 บาทได้ หากเกิน จากนั้นสามารถยึดได้ทันที สามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคาร โบนัสที่ได้รับไม่เกิน 50% และอื่น ๆ ขึ้นอยู่ตามสมควร

การอายัดเงินเดือนนี้ใช่ว่าจะสามารถทำกันได้ง่าย ๆ ก่อนที่เจ้าหนี้จะอายัดเงินเดือนของลูกหนี้นั้น เจ้าหนี้จะต้องมีการส่งฟ้องศาลและดำเนินคดีก่อนเพื่อทำการเจรจาว่า ลูกหนี้จะทำอย่างไรกับหนี้ก้อนนี้ หากลูกหนี้เพิกเฉยศาลจะมีการตัดสินให้ทางเจ้าหนี้สามารถที่จำดำเนินเรื่องในการอายัดเงินเดือนได้ และเมื่อลูกหนี้ถูกอายัดเงินเดือนแล้ว หากทางบริษัทไม่ให้ความร่วมมือ ทางบริษัทเองก็จะต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

วางแผนค่าใช้จ่ายเพื่ออนาคตของลูกน้อย

การสร้างครอบครัวเป็นสิ่งที่ใครหลายคนปรารถนา แต่การเดินทางไปถึงจุด ๆ นั้นนับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งการหางานทำเพื่ออาชีพและรายได้ที่มั่นคงพอเลี้ยงตนเองและครอบครัวรวมไปถึงการวางแผนอนาคตให้กับลูกที่กำลังจะเกิด สำหรับพ่อแม่มือใหม่คงมีความกังวลกับปัญหาเหล่านี้ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับบทความนี้จะแนะนำถึงการวางแผนค่าใช้จ่ายสำหรับอนาคตของลูก ที่พ่อแม่มือใหม่สามารถนำไปปรับใช้ได้

ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกย่อมขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงวัยที่มีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

  1. การเก็บเงินและทำบัญชีรายรับรายจ่ายก่อนการตั้งครรภ์ เพราะหลังจากตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องเตรียมรับมือกับค่าฝากครรภ์ ค่าตรวจครรภ์ ค่ายาบำรุงต่าง ๆ รวมทั้งค่าเจ็บป่วยในกรณีฉุกเฉิน การเก็บเงินและทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้เสีย แต่วันนี้ย่อมทำให้คุณสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไว้ได้และสามารถจัดเตรียมเงินไว้ล่วงหน้าได้ รวมไปถึงการคลอดก็ต้องใช้เงินจำนวนมากเช่นกัน เพราะนอกจากค่าผ่าตัดคลอดแล้วยังต้องระวังเรื่องปัญหาสุขภาพของแม่และลูกอีกด้วย
  2. วัยเด็ก คือวัยที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับอาหาร นม ข้าวของต่าง ๆ เช่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ของใช้ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า เป็นต้น รวมไปถึงค่าวัคซีนต่าง ๆ
  3. เมื่อลูกเข้าสู่วัยเรียน ควรหัดให้ลูกรู้จักออมเงินอาจเริ่มจากวันละ 5 บาทและมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการสร้างนิสัยที่ดีให้กับลูกเพื่อลูกจะได้มีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายในอนาคต ทั้งนี้พ่อแม่ควรทำบัญชีเงินฝากเพื่อแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาฝากเป็นทุนการศึกษาให้กับลูก ควรฝากเป็นประจำสม่ำเสมอ การเรียนของลูกควรคำนึงถึงรายได้ของผู้ปกครองว่าสามารถส่งเสียให้ลูกเรียนจนจบได้หรือไม่ และสามารถหารายได้ให้เพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคตได้หรือไม่ เช่น ผู้ปกครองบางคนที่มีรายได้ไม่มากอาจส่งเสียให้ลูกเรียนโรงเรียนรัฐบาล หรือผู้ปกครองที่มีรายได้มากพออาจส่งเสียให้ลูกเรียนโรงเรียนเอกชน หรือโรงเรียนอินเตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ควรคำนวณถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง คุณภาพหลักสูตรและสภาพแวดล้อมที่ดีด้วย
  4. เพิ่มรายได้เพิ่มอนาคต เมื่อเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นการมีเงินเก็บไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ โดยการเพิ่มรายได้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งนอกเหนือจากการออมเงิน สำหรับการเพิ่มรายได้นั้นมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การค้าขายทั้งการสินค้าออนไลน์ การขายของตามตลาดนัดหรือถนนคนเดิน รวมทั้งการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นต้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรือการลงทุน พ่อแม่มือใหม่ควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนเพื่อเป็นการลดความเสี่ยง

เชื่อได้ว่าพ่อแม่ทุกคนต่างก็อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี ดังนั้นการวางแผนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ วางแผนค่าใช้จ่ายให้ดีเพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูกน้อย

บันได 5 ขั้นวางแผนการศึกษาบุตร

การวางแผนบริหารจัดการเงินเพื่อลูกนั้น แบ่งออกเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรจนโตและค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีขั้นตอนการวางแผนดังรายละเอียดต่อไปนี้shutterstock_226521202

  1. การวางแผนครอบครัว โดยตั้งเป้าหมายจำนวนของลูกที่ต้องการจะมี เป้าหมายของการศึกษา สถานะทางการเงินของครอบครัว งบประมาณค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร กำหนดแผนการเงินเพื่อการศึกษา วิธีการออมและการลงทุนที่เหมาะสม
  2. เตรียมค่าใช้จ่ายเบื้องต้นตั้งแต่ตั้งครรภ์ การฝากครรภ์ ค่าตรวจและค่ายาต่าง ๆ จนถึงคลอดบุตร การคำนวณค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลที่เลือกฝากครรภ์และทำคลอด อาจเริ่มต้นตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท
  3. หลังคลอดบุตรแล้ว ค่าใช้จ่ายที่ตามมาคือ ค่าของใช้ประจำวัน ค่านม ค่าพี่เลี้ยงเด็ก ค่ารักษาพยาบาล และอื่น ๆ อาจเริ่มต้นตั้งแต่ 10,000 – 50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่ามากทีเดียว หากไม่เก็บออมไว้ล่วงหน้า ลำพังเงินเดือนอาจต้องใช้กันอย่างกระเหม็ดกระแหม่ หากมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในช่วงเวลาอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการกู้หนี้ยืมสิน ดังนั้นไม่ควรละเลยในการวางแผน จำเป็นต้องมีเงินเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป
  4. แผนการศึกษาบุตรหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามอายุ รวมระยะเวลาของการศึกษาต้องดูแลส่งเสียให้เรียน 16-18 ปี พ่อแม่ต้องการให้ลูกศึกษาในระดับสูงสุด การเลือกสถานศึกษามีความสำคัญในส่วนนี้ ค่าเล่าเรียนระหว่างโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน หรือโรงเรียนนานาชาติมีช่องว่างต่างกันมาก หากไม่ใช่คนมีฐานะดีนัก ควรเลือกโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน และมีค่าใช้จ่ายพอเหมาะกับรายได้ของครอบครัว ให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาของบุตรทุกคน หากขาดการวางแผนที่ดีอาจส่งผลกระทบต่อแผนชีวิตของครอบครัวและแผนการศึกษาของลูกได้
  5. พ่อแม่ควรแยกบัญชีการออมเพื่อการศึกษาบุตร เพื่อให้บริหารจัดการง่ายขึ้นชัดเจน และมีประสิทธิภาพ ทางเลือกหนึ่งคือทำประกันแบบสะสมทรัพย์เพื่อการศึกษาบุตร เพื่อรับประกันการศึกษาของลูกในอนาคต เริ่มทำได้ตั้งแต่บุตรมีอายุ 1 เดือน ซึ่งจะทยอยให้ผลตอบแทนคืนตั้งแต่เข้าชั้นประถมต้นไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยลดภาระในการตระเตรียมค่าใช้จ่าย ถ้าทุนประกันครอบคลุมค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการศึกษาที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ เด็กจะได้รับผลประโยชน์เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาเป็นช่วงอายุตามที่ระบุในกรมธรรม์

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาของบุตรตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบปริญญาตรีมีรายละเอียดแตกต่างกัน ในปัจจุบันระดับเตรียมอนุบาลและอนุบาล ค่าใช้จ่ายเน้นในส่วนของการเพิ่มทักษะต่าง ๆ ให้กับลูก หากเข้าเรียนระดับอนุบาลในโรงเรียนเอกชนมีค่าใช้จ่ายในช่วงนี้ประมาณ 3 แสนบาท ช่วงประถมจนถึงมัธยมเรียนโรงเรียนเอกชน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 8 แสนบาท ระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง โดยระดับปริญญาตรีเรียนภาคอินเตอร์มีค่าใช้จ่ายประมาณ 6 แสนบาท

การวางแผนทางการเงินที่ดี ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเสื้อผ้า และอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ ก็จะยิ่งสูงขึ้น ควรคิดวางแผนการออมอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัววางแผนการใช้เงินได้อย่างเหมาะสมและบรรลุเป้าหมายชีวิตได้

รู้กฎหมายหนี้ก่อนถูกเจ้าหนี้เอาเปรียบ

shutterstock_124109599การเป็นหนี้นั้นมีมากมายหลายรูปแบบ และเชื่อว่าหากเป็นไปได้คงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ เพราะนอกจากภาระหนี้ที่ผูกมัดตัวเราแล้ว ยังพ่วงมาด้วยดอกเบี้ยที่เบ่งบานตามระยะเวลาที่เราเป็นหนี้ด้วย แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องเป็นหนี้ลูกหนี้อย่างเราก็ควรรู้กฎหมายเอาไว้บ้าง เพื่อเอาไว้ต่อรองกับเจ้าหนี้ที่ไม่ยุติธรรมซึ่งเราจะกล่าวต่อไปในบทความนี้

หนี้ที่คนส่วนใหญ่นิยมเป็นนั้นคือ หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อบ้าน และหนี้ที่กู้ผ่านบุคคล ซึ่งที่เป็นเช่นนี้เพราะหลายคนต้องการมีเงินมาเพื่อยกกระดับฐานะของตัวเอง เช่น อยากมีบ้าน อยากมีรถ อยากใช้ของดี ๆ จึงทำให้เกิดมีการกู้ยืมขึ้น ซึ่งผู้กู้ก่อนตัดสินใจกู้ก็ควรศึกษากฎหมายบ้างดังนี้

  1. หนี้ที่กู้มาจากบุคคลทั่วไป หนี้แบบนี้เราจะเห็นได้ว่าเป็นหนี้ประเภทที่มีดอกเบี้ยค่อนข้างสูง หากกู้และไม่มีการลงนามสัญญาใด ๆ ดอกเบี้ยก็มักจะแพงและมีรูปแบบการทวงที่ไม่สุภาพ แต่หากเราเจอเจ้าหนี้ที่ยุติธรรมจะมีการร่างสัญญากันไว้อย่างชัดเจน ซึ่งในสัญญาเจ้าหนี้สามารถเก็บดอกเบี้ยจากลูกหนี้สูงสุดได้ไม่เกินร้อยละ15 ต่อปี หากเกิดปัญหาฟ้องร้องกัน ก็สามารถนำสัญญาฉบับนี้มาใช่ได้ และอีกกรณีคือ หากร่างสัญญาเอาไว้ แต่ไม่มีการเขียนระบุดอกเบี้ยที่ชัดเจน หากมีการฟ้องร้อง ศาลจะเป็นคนตัดสินให้มีดอกเบี้ยอยู่ที่ ร้อยละ7.5 ต่อปี นั่นเอง
  2. กรณีหนี้บัตรเครดิต ทางบริษัทบัตรเครดิตจะมีการส่งจดหมายมาเตือนก่อนว่าคุณค้างชำระหนี้บัตรเครดิตมาแล้วเป็นระยะเวลาเท่าไร หากลูกหนี้ยังเพิกเฉยทางบริษัทก็ยังคงส่งจดหมายต่อมาเรื่อย ๆ จนถึงจดหมายฉบับสุดท้าย ที่เตือนว่า ทางบริษัทบัตรเครดิตจะเริ่มทำการฟ้อง ให้ลูกค้ามาติดต่อเพื่อทำการไกล่เกลี่ยและคุยถึงเรื่องกรณีการชำระหนี้ และหากลูกหนี้ยังเพิกเฉยก็จะมีหมายศาลส่งมาที่บ้าน เมื่อนั้นลูกหนี้ก็ต้องไปเจรจาที่ศาลและต้องชำระหนี้ตามที่ธนาคารเรียกร้อง ซึ่งระหว่างที่รอขึ้นศาลนั้น หากทางธนาคารเจ้าของบัตร มีการโทรมาทวงในรูปแบบที่พูดจาไม่สุภาพ ลูกหนี้สามารถแจ้งความได้เพราะตามกฎหมาย เจ้าหนี้ไม่มีสิทธ์กระทำการแบบนี้กับลูกหนี้ และอีกประเด็นคือ หนี้บัตรเครดิตนั้นจะมีอายุความเพียงแค่ 2 ปี หากเลยมาแล้วอายุความก็จะหมด ทางธนาคารก็จะฟ้องร้องไม่ได้ แต่ลูกหนี้ก็ยังคงสภาพอยู่จนกว่าจะชำระเงินเรียบร้อย

รูปแบบหนี้ทั้งสองแบบนี้ หากใครเป็นและไม่สามารถชำระได้ไหว อาจจะมีบ้างที่เจ้าหนี้มีการทวงที่ไม่สุภาพ ดังนั้น หากรู้กฎหมายเกี่ยวกับหนี้ไว้บ้าง ก็สามารถเจรจากับเจ้านี้ได้ เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ใช่ว่าเราจะต้องเพิกเฉยต่อการชำระหนี้ เราเองก็ควรรับผิดชอบในส่วนที่ตัวเองเป็นเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้อง

เคล็ดลับ ลดรายจ่าย เพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคง

การมีอนาคตทางการเงินที่สดใสคงเป็นสิ่งที่ใครหลายคนปรารถนา หลายคนจึงหาวิธีไปถึงเป้าหมายนั้น บางคนอาจวางแผนการเงินไว้เสีย แต่เนิ่น ๆ บางคนมองหาอาชีพที่มั่นคง หรืออาจศึกษาการลงทุนในหลายรูปแบบ แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีวิธีที่ง่ายกว่านั้นที่ทำให้คุณควบคุมเงินในกระเป๋าให้เป็นไปในทิศทางที่คุณต้องการ และสามารถทำได้ในทันทีคือ การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปซึ่งจะทำให้คุณมีเงินเหลือเก็บได้อย่างไม่ยากเย็น โดยมีเคล็ดลับง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

  1. ลดค่าสาธารณูปโภคภายในบ้าน เช่น การลดการใช้เครื่องปรับอากาศโดยเปิดประตูหน้าต่างรับลมจากธรรมชาติ หรือติดผ้าม่านป้องกันแสงอาทิตย์จะช่วยลดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศในวันที่อากาศร้อนได้ การดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ นอกจากจะเป็นการยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วยังทำให้ประหยัดเงินในการซ่อมบำรุงแล้วการที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์จะส่งผลให้อัตราการกินไฟอยู่ในอัตราปกติ รวมถึงการใช้โทรศัพท์ควรเลือกโปรโมชั่นที่เข้ากับการใช้งานของเรา หรือโทรเท่าที่จำเป็น
  2. ลดการซื้อเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ไม่จำเป็น สำหรับสาว ๆ เรื่องนี้คงเป็นปัญหาใหญ่มากทีเดียวเพราะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นสิ่งที่สาว ๆ หลายคนชื่นชอบซื้อมาเก็บไว้เป็นคอลเลคชั่น แต่บางตัวก็ใส่ได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น หากเปลี่ยนเป็นการซื้อเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้หลายโอกาส หรือการเลือกซื้อเสื้อผ้าที่สามารถนำมาใส่กับชุดเดิมที่มีอยู่ได้ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน หากสาว ๆ คนไหนมีความสามารถในการออกแบบ หรือตัดเย็บเสื้อผ้าเองได้ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก
  3. ลดค่าอาหารด้วยหลายเคล็ดลับ ค่าอาหารคือรายจ่ายที่เราต้องจ่ายในทุก ๆ วัน ก่อนอื่นควรสำรวจตนเองก่อนว่าในแต่ละวันเราเสียค่าอาหารไปเท่าไหร่ เกินความจำเป็นหรือไม่ ทั้งนี้วิธีการลดทอนค่าอาหารมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การทำอาหารรับประทานเองมีข้อดีหลายประการ ทั้งการเลือกวัตถุดิบที่มีประโยชน์ด้วยตัวคุณเองซึ่งคุณควรจดบันทึกรายการอาหารหรือสิ่งของที่ต้องซื้อไว้ก่อน อย่าซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น การทำอาหารที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้ในมื้อต่อไปจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่สามารถลดรายจ่ายได้อีก เช่น การเจ็บป่วยของคนในครอบครัวที่มีส่วนมาจาก

การละเลยการดูแลรักษาสุขภาพ อาจต้องเสียเงินรักษาอาการเจ็บป่วยนั้น หากชวนทุกคนในครอบครัวมาออกกำลังกายด้วยกันเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงสามารถช่วยลดการเจ็บป่วยได้ หรือการสมัครสมาชิกตามนิตยสาร หรือสโมสรต่าง ๆ แต่ไม่มีเวลาไปใช้บริการก็สามารถยกเลิกการเป็นสมาชิกและนำเงินส่วนนี้ไปเป็นเงินออมแทน

การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เป็นหนึ่งในวิธีการควบคุมเงินที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้โดยเริ่มเสีย แต่วันนี้เพื่อการเงินที่ดีในอนาคต